วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กองทุนรวม : คืออะไร

กองทุนรวม : คืออะไร

     นอกจากการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) อนุพันธ์ (Derivatives) หรือทองคำแล้ว "กองทุนรวม" ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าศึกษา บทความนี้จะทำให้คุณรู้จักกับ "กองทุนรวม" มากขึ้น

     กองทุนรวม คือ หนึ่งในเครื่องมือการลงทุน (Investment Vehicle) สำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่มีข้อจำกัดในการลงทุนต่างๆ เช่น ความรู้ ประสบการณ์ เครื่องมือ เป็นต้น และมีความประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน 
     กองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ดูแล ควบคุม กำหนดนโยบายและกำกับแนวทางการลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆ โดยมีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด และดำเนินการภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ (พูดง่ายๆคือ คุณนำเงินของคุณไปให้ผู้มีประสบการณ์บริหารเงินของคุณแทนคุณนั้นเอง) แต่ละกองทุนรวมจะมีนโยบายการลงทุนที่แต่ต่างกัน 
     
     ดังนั้นคุณจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนว่า "กองทุนรวม" นั้น 
          1. กองทุนได้นำเงินไปลงทุนกับสิ่งใด? 
          2. กองทุนมีนโยบายการลงทุน เป้าหมาย และการจำกัดความเสี่ยงอย่างไร? 
          3. กองทุนมีแผนการจ่ายปันผลหรือไม่? 
          4. ค่าดำเนินการของกองทุนสมเหตุผลรึปล่าว? 

การแบ่งประเภทของกองทุน สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ

     1. แบ่งตามประเภทโครงการ 
     1.1 กองทุนรวมประเภทไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน (กองทุนปิด) : เป็นกองทุนรวมที่ บลจ. นำเสนอขายเพียงครั้งเดียวตอนเริ่มโครงการเท่านั้น และจะรับซื้อหน่วยลงทุนคืนตามกำหนดเวลามีได้ระบุไว้ในโครงการเท่านั้น
     1.2 กองทุนรวมประเภทรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (กองทุนเปิด) : เป็นกองทุนรวมที่ บลจ. สามารถขายหรือรับซื้อหน่วยลงทุนได้เสมอ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามโครงการ

     2. แบ่งตามนโยบายการลงทุน
     การแบ่งในรูปแบบนี้จะหลายประเภท ผมจะนำเสนอเฉพาะกองทุนรวมที่ได้รับความนิยมก่อนครับ
     2.1 กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity Fund) : คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ที่จะลงทุนหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งทุน เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม 
     2.2 กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ (Fixed Income Fund) : คือ กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตราสารแห่งหนี้ เช่น พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ เป็นต้น โดยจะไม่ลงทุนในหุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น 
     2.3 กองทุนรวมผสม (Balanced Fund) : คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ที่จะดำรงอัตราส่วนการลงทุนหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งทุนในขณะใดขณะหนึ่ง ไม่เกินร้อยละ 65 และไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ดังนั้น กองทุนรวมผสมจะลงทุนทั้งในตราสารแห่งทุนและตราสารแห่งหนี้
     2.4 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) : คือ กองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อการการเลี้ยงชีพของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถนำเงินที่จ่ายเข้ากองทุนรวมไปหักค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ตามจำนวนที่กรมสรรพากรกำหนด
     2.5 กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund หรือ LTF) : คือ กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือ กองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิหักค่าลดหย่อนทางภาษีเพื่อเป็นประโยชน์และเป็นแรงจูงใจในการลงทุน
   
     บทความนี้เราเรียนรู้เท่านี้ก่อนครับ แล้วเราจะมาทำความรู้จักกองทุนให้มากขึ้นในบทความอื่นๆต่อไป 

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Mind-set

Mind-Set

ก่อนที่ผมจะแนะนำวิธีการคัดเลือกหุ้นหรือกองทุน ผมขอนำคุณมาสร้าง Mind-set ในการลงทุนก่อน

คุณต้องสร้าง Mind-set ให้ชัดเจนก่อน จะเลือก
"เก็งกำไรส่วนต่างของราคา หรือ รับเงินปันผล"
เพราะเมื่อตลาดถึงจุดวิกฤต คุณก็จะสามารถรับมือกับมันได้อย่างถูกต้อง 

     สำหรับผม การจะเลือกแนวทางไหนนั้น ไม่มีผิดหรือถูกครับ มีเพียงแค่แนวทางนั้นถูกจริตกับความเป็นตัวเราหรือไม่เท่านั้นเอง

จากนี้ขอเรียก "การเก็งกำไรส่วนต่างของราคา" ว่า Technical หรือ Trend Follower
และ "รับเงินปันผล" ว่า Fundamental หรือ VI

สิ่งที่ผมอยากให้พิจารณาประกอบการสร้าง Mind-set ของตัวเอง คือ

     1. เวลา
  • สาย Technical หรือ Trend Follower "เวลา" เป็นทั้งมิตรและศัตรู เพราะเพียงเวลาไม่กี่นาทีก็สามารถเปลี่ยนแปลงพอร์ตของคุณได้ คุณจำเป็นต้องมีเวลาในการเฝ้าติดตามกราฟอยู่ตลอดเวลา 
  • สาย Fundamental หรือ VI สายนี้ "เวลา" เป็นการพิสูจน์ความมั่นคงในจิตใจและความเชื่อมั่นตนเอง เพราะคุณจะต้องผ่านช่วยเวลาที่พอร์ตหุ้นของคุณมีแต่สีแดง อาจจะขาดทุนถึงลบ 40%-50% เนื่องจากการลงทุนแบบ VI น้นการรับปันผล ดังนั้นเมื่อคุณถือหุ้นยิ่งนานจะยิ่งเห็นผล (เหมือนการปลูกต้นไม้ ที่จะต้องใช้เวลาในการเติบโตและเจออุปสรรคมากมาย)
     ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเลือกแนวทางไหน การใช้เวลาอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ และ การใช้เวลาบริหารจัดการพอร์ตก็เป็นเรื่องสำคัญ

     2. สภาพคล่องของเงิน

  • สาย Technical หรือ Trend Follower งินของคุณจะป็นสภาพคล้องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ได้เงินเร็ว (และก็สามารถเสียเร็วด้วยเช่นกัน) และด้วยสาเหตุนี้เอง ทำให้หลายคนชอบ Technical เพราะเงินของคุณจะงอกเงยอย่างรวดเร็ว ได้กำไรอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงตลาดขาขึ้น ซื้อแพงก็สามารถขายแพงกว่าได้ แต่หากเป็นช่วงตลาดขาลง ถ้าคุณดูกราฟเทคนิคได้เก่ง วิเคราะห์ได้ถูกต้อง คุณก็ยังคงสามารถหากำไรในช่วงเวลานี้ได้เช่นกัน 
  • สาย Fundamental หรือ VI เงินของคุณจะต้องเรียกว่าเป็น "เงินเย็น โ-ค-ต-ร" เพราะคุณไม่ได้เน้นส่วนต่างของราคาหุ้น แต่คุณต้องการรับเงินปันผล ดังนั้นกว่าเงินปันผลจะงอกเงยอย่างเกิดผล มันต้องใช้เวลา (มีคนบอกว่าต้องดู 7 ปีขึ้นไป) ดังนั้นเงินลงทุนของคุณในส่วนนี้ควรจะต้องเป็นเงินที่สามารถทิ้งลืมได้ เพราะถ้าคุณนำเงินที่ต้องใช้ในเวลาอันใกล้มาใช้ลงทุนในแบบนี้นั้น คุณจะไม่ได้รับอะไรกลับไปเลย (หนำซ้ำอาจจะขาดทุนอีกด้วย)
     และในจุดนี้หลายคนจะ
     เรียกสาย Technical ว่า "คนเล่นทุน" เพราะยังต้องทำงานเพื่อใช้ได้เงิน Active Income เพราะคุณยังต้องอาศัยเวลาในการตัดสินใจในแต่ละวัน
     ส่วนสาย Fundamental เรียกว่า "คนลงทุนในหุ้น" เป็น Passive Income เพราะใช้เงินทำเงิน โดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อของตน

     3. ความอดทน ความใจกล้า และความเชื่อมั่น 
  • สาย Technical หรือ Trend Follower คุณจะต้องอาศัยความใจกล้า ความบ้าบิ่น ในการตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสีย และสามารถยอมรับกับการขาดทุนจากการ Cut Loss ได้ และในช่วงตลาดขาขึ้นก็ยังต้องมีความอดทนอดกลั้นในการขาย (เพราะคุณอาจจะขายในราคาที่ได้กำไรเพียงนิดหน่อยเท่านั้น) อ่านกราฟให้ดี อดทน และขายในราคาที่ทำให้คุณได้กำไรสูงสุด 
  • สาย Fundamental หรือ VI ความเชื่อมั่นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะเมื่อคุณเชื่อมั่นในบริษัทที่คุณลงทุนแล้วนั้น คุณจะต้องเชื่ออย่างสุดใจว่ามันจะให้ผลกำไรตอบแทนอย่างมั่นคง บริษัทจะไม่เจ๊ง แม้จะต้องเจอวิกฤตการณ์ต่างๆ คุณต้องอดทนรอให้ต้นกล้าของคุณในวันนี้ เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ในวันหน้า และที่สำคัญจะต้องอดทนจาก สีแดง ในพอร์ตให้ได้ด้วย
     มาถึงตอนนี้ก่อนที่คุณจะเข้าไปลงทุนในหุ้น คุณจะต้องกำหนด Mind-set ของคุณให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะในการลงทุนไม่มี "สายผสม"  เวลาหุ้นขึ้นอยากซื้อขายเร็วก็บอกตัวเองว่าเป็น Technical ส่วนเวลาติดดอยก็ปลอบใจตัวเองว่าเป็น VI รอรับเงินปันผล
     แต่หากคุณต้องการลงทุนแบบผสมผสานจริง ผมแนะนำในเล่นเป็น 2 พอร์ตครับ โดยเลือกใช้คนละโบกเกอร์ยิ่งดีครับ และกำหนด Mind-set ให้ชัดเจนเลยว่า พอร์ตไหนจะเลือกลงทุนในแนวไหน

   (ผมแบ่งเป็น  VI 80% Technical 20% ของเงินลงทุนที่มีครับ)

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เมื่อเงินฝากเหลือ 0%

เมื่อเงินฝากเหลือ 0%

     ผมไม่ใช้คนแรกที่เขียนบนความเกี่ยวกับเงินฝาก เพราะตั้งแต่วันศุกร์ช่วงบ่ายที่มีข่าวออกมาว่า TMB จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ 0% (ตอนนี้ปรับกลับมาที่ 0.125% ---> แทบจะไม่มีความต่างกัน) ก็ได้มีนักลงทุนหลายท่านก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับภาวะที่ประเทศไทยจะต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ย 0% และเสนอแนวทางการเตรียมตัวรับมือไว้พอสมควร
   
     ส่วนผมจะขอเขียนบทความเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย 0% ในมุมมองของพนักงานธรรมดาคนหนึ่ง

     ผมเขียนบทความนี้ในวันที่ 06 มิถุนายน 2016 ในวันที่ตลาดหุ้นปิดที่ 1443.42

     ที่ผมต้องเน้นเรื่องตลาดหุ้นก็เพราะ ตลาดหุ้นจะเป็นตลาดที่มีความผันผวนได้เสมอ
     (เพราะการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศยังไม่นิ่ง) แต่ถึงอย่างนั้นการลงทุนในตลาดหุ้น ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารอย่างยิ่ง
     เพราะหากคุณเลือกหุ้น (หรือกองทุนหุ้น) ที่มีการจ่ายปันผลที่ดี เงินของคุณก็จะงอกเงยมากกว่าในธนาคารอย่างแน่นอน

     จากประสบการณ์ของผม ผมเข้าซื้อกองทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ที่ 1400 จุด (ช่วงเดือน 9 ปี 2013) ผมเลือกลงทุนในกองทุนโดยใช้วิธี DCA (Dollar Cost Average) หรือ การซื้อแบบเฉลี่ย โดยผมจะซื้อกองทุนเท่าๆกันในทุกๆเดือน ไม่ว่าช่วงนั้นตลาดจะขึ้นสุงถึง 1600 จุด หรือ ลงไป 1200 จุด (ช่วงตลาดหุ้นตกก็จะเข้าซื้อมากกว่าปกติ) ทำให้ค่าเฉลี่ย NAV กองทุนของผมจะไม่สุงมากนัก แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้สนใจการเปลี่ยนแปลงของค่า NAV สักเท่าไหร่ เพราะผมไม่ได้ต้องการค่าส่วนต่างจาก NAV แต่ผมเน้นไปที่ การจ่ายปันผล ที่ได้รับในแต่ละรอบมากกว่า

     และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผมค้นพบความจริงที่ว่า "การลงทุนในกองทุน นั้นมีการจ่ายปันผลที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารอย่างมาก" (เฉลี่ยได้ปี 4.9%)    

  • แม้การซื้อกองทุนจะต้องเสียค่าดำเนินการ ค่าจัดการดูแลให้กับผู้บริหารกองทุน แต่เมื่อหักลบกันก็ยังดีกว่าดอกเบี้ยของการฝากประจำหรือออมทรัพย์เป็นไหนๆ  

     บทความนี้ไม่ได้สอนหรือแนะนำการเลือกหุ้น กองทุน แต่เป็นการเตือนสติให้คุณ ต้องเรียนรู้ที่จะฝากเงินของคุณในที่ที่ควรจะอยู่ เพื่อให้เงินเหล่านั้นสามารถอยู่ได้โดยเอาชนะภาวะเงินเฟ้อได้ 


     บทความต่อไปจะแนะนำการเลือกหุ้นและกองทุน
   

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความจริงที่โหดร้าย

ความจริงที่โหดร้าย

     เมื่อสัปดาห์ก่อนผมเพิ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับ GrabBike และ วินมอเตอร์ไซค์เจ้าถิ่นไป
     ตอนที่เขียนก็ได้แต่ลุ้นว่า เมื่อไหร่ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะเห็นถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น มากกว่าผลประโยชน์ของตัวเอง ผมไม่เข้าใจและไม่แน่ใจว่า เหตุผลที่แท้จริงของกรมขนส่ง ที่ยังไม่อนุญาตให้ GrabBike หรือ UberMoto เป็นการรับส่งสาธารณะแบบถูกต้องได้ นั้นเป็นเพราะอะไร? อาจเป็นเรื่องการจัดระเบียบไม่ให้มีความวุ่นวายในระบบการรับส่ง หรือเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องเสี่ยงกับความไม่ปลอดภัย ที่ต้องโดยสารกับคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนกับทางกรมการขนส่ง (แล้วตอนนี้ที่นั่งพี่วินหน้าปากซอยเนี้ย มันปลอดภัย หรือ มีระบบการจัดการที่ดีแล้วหรือ!!!)
     ล่าสุด จากข่าวที่ได้ กรมการขนส่งได้คุยกับผู้ให้บริการ GrabBike ต้องยุติการให้การบริการทันที หากผ่าฝืนมีความผิดถูกปรับตามกฏหมาย
     โอ่ พระเจ้า ประเทศไทย มันยอดดดมาก !!! ผมไม่ได้ต่อต้านว่ากฏหมายการควบคุมการให้บริการขนส่งสาธารณะ แต่ปัญหามันคือ ถ้าต้องการให้มีการจัดระเบียบหรือทำให้ถูกต้อง ทำไม ทำไม ทำไม ไม่เริ่มจาก "วินมอเตอร์ไซค์" ก่อนครับ ทุกวันนี้เรามีคนที่พร้อมใช้บริการรถโดยสารมอเตอร์ไซค์เป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่ระบบจัดการไม่ดี มอเตอร์ไซค์วินเหล่านี้ดูเหมือนเป็น "เจ้าถิ่น" นำพื้นที่สาธารณะมาเป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างไม่เกรงกลัวใคร เพราะพวกเขามีคนหนุนหลัง !!!
     GrabBike คือบริการที่จะเปลี่ยนชีวิตของคนกรุงเทพให้ดีขึ้น เพราะถ้ายิ่งมีการแข่งขัน การพัฒนาปรับปรุงการให้บริการก็จะดีขึ้น แต่ในเมื่อ "เงินตรา" บัง "ความเจริญ" เราก็คงได้แต่รอ รอ รอ เท่านั้น

     เป็นกำลังใจให้กับ GrabBike และ UberMoto นะครับ ที่จะหาทางทำให้การให้บริการแบบนี้ถูกกฏหมาย เพื่อจะเป็นการยกระดับสังคม นำความเจริญและเกิดความเปลี่ยนแปลง

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ลงแรงกับลงทุน

ลงแรงกับลงทุน

     บทความนี้ผมขอเปรียบเทียบคำ 2 คำ คือสามารถนิยามให้เราเข้าใจเกี่ยวกับการหาเงินได้
  • ลงแรง Active Income
  • ลงทุน Passive Income
1. ลงแรง (Active Income)

     "การลงแรง" หรือจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Active Income (การได้รายได้จากการลงแรง)
     การลงแรงนั้นก็หมายถึงการงานที่เราทุกคนทำกันอยู่ในปัจจุบันนั้นเองครับ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างในด้านตำแหน่ง สิ่งที่ต้องทำ เงินเดือนที่ได้รับ หรือเวลาที่ต้องใช้ แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันนั้นก็คือ "การลงแรง" ไม่ว่าจะใช้เวลาทำงานกี่ชั่วโมง ได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ เราทุกคนก็จะต้องมี "การลงแรง" เกิดขึ้น และนี้ก็เป็นการหารายได้ในรูปแบบที่เราคุ้นเคยและทำกันอยู่ทุกวัน
     แล้วถ้าหาเงินโดย "การลงแรง" มันทำให้เกิดรายรับที่ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายจะต้องทำอย่างไร หลายคนก็จะทำ "การลงแรง" เพิ่มเติม โดยการหารายได้จากการขายของมือสอง การทำงานเพิ่มหลังจากงานประจำ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นรูปแบบของ "การลงแรง" เพิ่ม เพื่อที่จะได้รับรายได้เพิ่มเติมนั้นเอง
     มันคงจะดีไม่น้อยถ้าวันหนึ่งมนุษย์เราไม่ต้องพักผ่อน เพราะเราก็จะสามารถนำเวลาที่มีอยู่ในไป "ลงแรง" เพื่อแลกกับผลตอบแทน แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เวลาใน "การลงแรง" ของเราแต่ละคนมีความจำกัด ผมให้เต็มที่เลย วันหนึ่งไม่มีใครทำงานเกิน 20 ชั่วโมง (หรือถ้ามีก็ไม่สามารถทำติดกันได้เกิน 1 เดือนอย่างแน่นอน)
     ดังนั้น การหารายได้โดย "การลงแรง" นั้น มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเป็นตัวกำหนด

2. ลงทุน (Passive Income)

     การลงทุนก็คือการนำเงินของเราไปงอกเงย หรือที่เรียกกันว่า "เงินต่อเงิน" นั้นเอง
     การลงทุนในที่นี้หมายถึง การนำเงินไปซื้อ Asset หรือสิ่งที่จะทำให้เรามีรายได้เพิ่มจากการนำเงินไปลงทุนในสิ่งเหล่านี้นั้นเอง

  • ที่ดิน : เป็นสิ่งที่เมื่อยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่าก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ลองคิดดูเล่นๆ ถ้าตอนนี้คุณมีที่ดินแถวสีลมสาธรแค่เพียง 100 ตารางวา คุณคิดว่าถ้าคุณขายในวันนี้ คุณจะได้ราคาที่ดินเท่าไหร่? (แน่นอนการซื้อที่ดินก็ต้องดุทำเลเช่นเดียวกัน เพราะบางที่อาจจะไม่เหมาะสมต่อการเก็งกำไร) แต่การจะซื้อที่ดินนั้นก็เป็นอุปสรรคกับคนวัยเรา เนื่องจากราคาของที่ดินก็ไม่ใช่ถูกๆ ดังนั้นกว่าจะเก็บเงินซื้อที่ดินได้ ก็อาจจะมีคนซื้อไปลงทุนตัดหน้าก่อน
  • ทอง : ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะ ทองก็คือทอง แม้จะมีความผันผวนเรื่องราคาตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังไงก็ก็คือทองอยู่ดี (หากเราซื้อเก็บได้ถูกจังหวะ แน่นอนมันจะเป็นการเก็งกำไรอย่างมากเลยทีเดียว)
  • หุ้น : ก็คล้ายๆกับที่ดิน คือเราสามารถเป็นเจ้าของได้ และมีราคาที่เหมาะสมกับกำลังเงินของเรา แต่การจะซื้อหุ้นนั้น เราก็ต้องศึกษาพื้อฐานธุรกิจนั้นๆให้ดีก่อน เพราะเรากำลัง "ลงทุน" คือ ปล่อยให้เงินทำงาน หากหุ้นที่เราเลือกทำกำไรได้ดีเราก็จะได้ "เงินปันผล" หรือ กำไร กลับมา ดังนั้นหากมีความเข้าใจในการลงทุนในหุ้นและเลือกหุ้นได้ถูกตัวแล้วละก็ จะเหมือนกับการเลือกซื้อห่าน ที่ออกไข่เป็นทองคำนั้นเอง 
     จะเห็นได้ว่า การหารายได้จาก "การลงทุน" นั้น มีความต่างจาก "การลงแรง" อยู่มาก เพราะ แม้ในวันที่เราไม่ได้ทำงาน "การลงทุน" ก็จะเป็นตัวทำงานแทนเรา แต่ "การลงแรง" หากไม่ทำก็ไม่ได้รับผลตอบแทนนั้นเอง

     ดังนั้น บทความนี้จึงอยากกระตุ้นให้เพื่อนๆที่ทำงานประจำ (การลงแรง) เริ่มศึกษา "การลงทุน" มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้เกษียณตัวเองจากการทำงานก่อนกำหนดครับ 

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

โลกแห่งความเป็นจริง

โลกแห่งความเป็นจริง

      วันนี้ผมเห็นโฆษณา "รับจ้างพิมพ์งานตามบ้าน" เพียงแค่เตรียมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร และ รหัสโค๊ด ??? เมื่อมีคำว่ารหัสโค๊ดจึงเริ่มเกิดความสงสัยว่า นี้เป็นงานจริงหรือหลอกลวงกันแน่ จึงทำการเปิดค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จึงพบว่า เป็นการหลอกลวงชวนไปทำงานลักษณะอื่นเสียมากกว่า (แต่งานรับพิมพ์เอกสารก็มีจริงๆนะครับ แต่จะเป็นรูปแบบรับงานโดยตรง ไม่ใช่รับสมัครคนรับพิมพ์งานอีกที) และจากการหาข้อมูลทำให้ผมยิ่งค้นพบว่า การโพสค้นหาการรับสมัครงานรูปแบบนี้มีมาก และก็มีคนที่ต้องการทำงานหารายได้พิเศษจริงๆก็ถูกหลอกไปหลายราย

     นี้แหละครับ "โลกแห่งความเป็นจริง" 
     การโฆษณาชวนเชื่อที่มีอย่างมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต การเลือกสื่อสารข้อมูลเพียงด้านเดียว เพื่อให้คนรู้สึกสนใจ  แน่นอนครับมันก็เป็นสิทธิของพวกเขาที่จะทำการโฆษณาชวนเชื่อให้คนมาสนใจ โดยทีกระตุ้นด้วยข้อความ "ฟรี รายได้ดี งานง่าย" เป็นต้น ทำให้หลายคนก็หลงเชื่อและกว่าจะรู้ตัวก็เสียเวลาไปเสียแล้ว
 
     ลองคิดดูนะครับ ถ้าวันนี้เราเป็นนักศึกษาจบใหม่ หรือกำลังศึกษาอยู่แต่ต้องการหารายได้เสริม แล้วมาเจอโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ โดยมีข้อความน่าสนใจเป็นแรงดึงดูด เราก็อาจจะไปสัมภาษณ์หรือติดต่อสอบถามไปอย่างแน่นอน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังไว้ ไม่ได้เป็งานที่เราอยากทำจริงๆ หรือ เป็นเพียงแค่การหลอกลวงให้เราเสียเวลา หรือกลับกลายเป็นลูกค้าของคนเหล่านั้นด้วยซ้ำไป

     ผมจึงอยากฝากข้อคิดให้กับเราคนที่กำลังอยู่ในวัยที่มีแรง มีความคิด มีพลัง และอยากทำสิ่งต่างๆเพิ่มเติม ไว้ด้วย "3 ค." ครับ

1. ค้นหา
     เราเองควรใช้อินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการรับสมัครงานที่เราสนใจ หรือบริษัทที่เรากำลังจะไปสัมภาษณ์งานเสียก่อน เพื่อค้นหาข้อมูลความน่าเชื่อถือของการไปสมัครงานในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นมีทั้งผู้รู้จริง และผู้(เหมือน)รู้ อยู่เยอะ แต่การได้รับข้อมูลในหลายๆด้านก็จะช่วยให้เราเข้าใจและเห็นภาพลักษณะงานที่เรากำลังจะไปสมัครได้ดีขึ้น
     เราอาจสอบถามข้อมูลจากคนที่อยู่รอบตัวเรา หรือสอบถามคนที่อยู่ในวงการนั้นๆว่าจริงๆงานเหล่านี้เป็นอย่างไร ส่วนการเข้าไปสอบถามบอร์ดชุมชนออนไลน์ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เราค้นหาข้อมูลได้มากขึ้น

2. คิดวิเคราะห์
     เมื่อเราได้ข้อมูลข่าวสารมา (ซึ่งจะมีเยอะมากๆ) เราก็ต้องทำการคิดวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น ว่าอันไหนจริงอันไหนไม่จริง โดยควรแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลเนื้อหา และ ทัศนคติ

  • ข้อมูลเนื้อหา : คือความเป็นจริงของลักษณะงานหรือบริษัทนั้นๆ เช่น สถานที่ตั้งบริษัท ที่อยู่ รูปแบบของการทำงาน 
  • ทัศนคติ : ในส่วนนี้ก็จะความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนที่จะมีมุมมองไม่เหมือนกัน เราก็ควรจะต้องแยกออกมา
     เพราะถ้าเราไม่แยกว่าอะไรคือข้อมูลอะไรคือทัศนคติของคนแล้ว ก็คงเป็นการอย่างที่เราจะคิดวิเคราะห์ถึงงานนั้นๆได้อย่างแท้จริงครับ

3. คำนวณ
     เมื่อเราได้ค้นหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ข้อมูลแล้วนั้น สิ่งสุดท้ายที่เราควรทำคือ "คำนวณความเหมาะสม" ว่างานลักษณะนี้เหมาะแก่เราจริงๆที่ไม่ หรือมันน่าเชื่อจริงๆหรือไม่ งานบางงานอาจจะไม่ใช่การหลอกลวง แต่เพียงอาจจะไม่เหมาะกับคนบางคน งานบางงานอาจจะดูเหมาะแต่ถ้าคิดคำควณแล้วอาจจะไม่เหมาะสมอีกก็ได้เช่นกัน หรือบางงานอาจจะดูไม่เหมาะ ไม่น่าสนใจ แต่เมื่อคำนวณจากตัวเราแล้ว อาจจะเป็นงานที่เหมาะสมในตอนนี้ก็เป็นได้ 
     เช่น บริษัทมีชื่อเสียง ลักษณะงานเราก็ชอบและทำได้ดี แต่ต้องใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมง ในการไปทำงานตอนเช้า และ 2-3 ชั่วโมงในการเดินทางกลับ แบบนี้อาจจะเรียก "ไม่เหมาะกับเรา" ก็เป็นได้นะครับ หรือ งานเสริม ที่อาจจะทำให้เราได้เงินเพิ่มเดือนละ 4000 - 7000 บาท แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยการได้ใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง (โดยการทำงานปกติก็แทบดึงเวลาของครอบครัวไปหมดแล้ว) งานแบบนี้ก็อาจ "ไม่เหมาะ (สำหรับคนที่ครอบครัว ลูกเล็ก)" ก็เป็นได้ หรือ อาจจะ "เหมาะ (สำหรับคนโสด)" ก็เป็นได้ 
    ดังนั้นการคิดคำนวณความเหมาะสมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราไม่ควรจะลืมนะครับ 

     ฝากไว้ครับ สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการเริ่มต้นทำอะไรสิ่งใหม่หรือเพิ่มเติมจากเดิม ให้นำ "3 ค." ไปประกอบการตัดสินใจด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆก็จะได้งานที่เหมาะสมกับเพื่อนๆทุกคนครับ  

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

GrabBike

GrabBike

   
    หากพูดถึงรูปแบบการเดินทางสาธราณะ เราก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้บริการถจักรยานยนต์จะอยู่ในอันดับต้นๆที่เราคิดถึงกัน นั้นก็เพราะความเร่งรีบจากการงาน การมีเรื่องเร่งด่วนต่างๆ ประกอบกับสภาพการจราจรในปัจจุบัน การใช้บริการรถจักรยานยนต์จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด (แม้จะมีราคาที่แพงที่สุด เมื่อเทียบระยะทางกับค่าโดยสารรถสาธราณะอื่นๆ) เราจึงติดคำพูดที่ว่า "ซื้อเวลาก็ต้องจ่ายแพง" หรือจะด้วยเหตุผลทางสภาพอากาศที่บางครั้งเราก็สามารถเดินไปได้โดยใช้เวลาเพียง 10-15 นาที แต่เราก็เลือกที่จะใช้บริการรถจักรยานยนต์มากกว่า เพราะอากาศในประเทศไทยมันร้อนเกิดกว่าจะมาเดินได้อย่างสบายใจ
     โดยเฉพาะช่วงเวลาเช้าเวลาคนเดินทางไปทำงานและช่วงเย็นกลับบ้าน จะเห็นว่ามี่ผู้ใช้บริการยืนรอที่วินมอเตอไซค์อย่างล้นหลาม ในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็น "เวลาทอง" ของพี่ๆที่ให้บริการรถจักรยานยนต์ จะเห็นและสังเกตได้ว่าหลายคนเลือกและตั้งใจที่จะฝ่าฝืนกฏหมาย เช่น ไม่ให้ขับย้อนศร ห้ามขับขี่ขึ้นฟุตบาท(ทางเดินเท้า) เป็นต้น แต่ภาพเหล่านี้เราก็จะเห็นเป็นประจำ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะการฝ่าฝืนกฏหมายจะทำให้พวกเขาสามารถรับลูกค้าได้เพิ่มในช่วงเวลาดังกล่าวอีกมาก 
*** ผมเคยลองสอบถามพี่ๆที่ให้บริการรถจักรยานยนต์จำนวน 10 คน ในช่วงเวลาเช้าที่คนเร่งรีบไปทำงาน หากตั้งใจขับและฝ่าฝืนกฏหมายต่างๆ จะสามารถเก็บตังค์ในช่วงนั้นได้โดยเฉลี่ยถึง 400-700 บาทเลยทีเดียว และในช่วงเวลาเลิกงานอีกเช่นกัน*** 
(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ให้บริการด้วย)

ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com/analysis/report/301832

     คำถามที่ผมสงสัยมาโดยตลอดก็คือ การกระทำแบบผิดกฏหมายนี้ ควรได้รับความเห็นใจหรือไม่? 
     ในมุมมองของคนหาเช้ากินค่ำ หรือ คนที่เร่งรีบ ก็อาจจะมองว่า นิดหน่อยเอง อาชีพนี้ก็หากินแบบสุจริตนะ ทำแค่นี้เองไม่เห็นเดือนร้อนใครเลย
     แต่ในมุมมองของคนเดินถนนธรรมดาอย่างผม ผมมองว่า มันเป็นอะไรที่อันตรายและเดือดร้อนคนเดินทางเท้าอย่างเรามากๆครับ คือผมถามตัวเองเสมอว่า ผมทำผิดอะไรที่จะต้องรีบเดินหรือโดนบีบแตรไล่จากมอเตอร์ไซค์ที่ขับฝ่าฝืนกฏหมายอย่างนี้ !!! หรือแม้แต่ทางเดินเท้าที่กลายเป็นที่จอดรถจักรยานยนต์ของวินต่างๆ บางที่ตั้งกันเหมือนกับจะอยู่กินนอนตรงนั้นเลยทีเดียว เปลี่ยนพื้นที่สาธราณะให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว 
     ยิ่งล่าสุดได้ยินปัญหากับการให้บริการของ BrabBike แล้วนั้น (ผมคงไม่ลงรายละเอียดตรงนี้นะครับ เพื่อนๆสามารถหาข่าวอ่านได้เพิ่มเติมครับ) ยิ่งรู้เลยว่าการจะทำธุรกิจในปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัวกว่ากับภาวะเศรษฐกิจนั้นก็คือ "เจ้าถิ่น" หรือ ผู้ที่มีอิทธิพลในท้องที่นั้นๆ หากคุณพลาดไปขว้างทางหรือทำสิ่งที่้เกิดหน้าเกินตา คุณอาจจะเจอความหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดก็เป็นได้ 


ที่มาภาพ : http://f.ptcdn.info/129/034/000/1438749392-GBike-o.jpg

     BrabBike หรือ UberMoto ถือว่าเป็นการให้บริการสาธราณะรูปแบบใหม่ในเมืองไทย นั้นคือผู้ใช้งานสามารถเรียกรถจักรยานยนต์ผ่านทางแอพพลิเคชั่นจากมือถือ โดยสามารถกำหนดจุดรับส่งได้อย่างชัดเจน พร้อมมีการระบุอัตราใช้บริการพร้อม นี้ถือว่าเป็นการบริการที่เปลี่ยนแปลงและยกระดับความเป็นอยู่ของคนในสังไปอีกขั้นเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกรมขนส่งยังไม่นับว่าผู้ให้บริการ BrabBike หรือ UberMoto นั้นถูกต้องตามกฏหมาย (ทั้งๆที่วินมอเตอร์ไซค์บางที่ยังทำสิ่งที่ผิดกฏหมายเช่นกัน ไม่ใส่เสื้อ ไม่เปลี่ยนป้ายทะเบียน แต่ก็ไม่ดดนอะไร) งงไหมครับกับประเทศไทย !!!

     ดังนั้นใครจะลงทุนธุรกิจอะไรใหม่ๆ อย่าลืมศึกษากฏหมายและทำความเข้าใจ "เจ้าถิ่น" ในแต่ละท้องที่ให้ดีดีก่อนนะครับ