วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กองทุนรวม : คืออะไร

กองทุนรวม : คืออะไร

     นอกจากการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) อนุพันธ์ (Derivatives) หรือทองคำแล้ว "กองทุนรวม" ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าศึกษา บทความนี้จะทำให้คุณรู้จักกับ "กองทุนรวม" มากขึ้น

     กองทุนรวม คือ หนึ่งในเครื่องมือการลงทุน (Investment Vehicle) สำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่มีข้อจำกัดในการลงทุนต่างๆ เช่น ความรู้ ประสบการณ์ เครื่องมือ เป็นต้น และมีความประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน 
     กองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ดูแล ควบคุม กำหนดนโยบายและกำกับแนวทางการลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆ โดยมีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด และดำเนินการภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ (พูดง่ายๆคือ คุณนำเงินของคุณไปให้ผู้มีประสบการณ์บริหารเงินของคุณแทนคุณนั้นเอง) แต่ละกองทุนรวมจะมีนโยบายการลงทุนที่แต่ต่างกัน 
     
     ดังนั้นคุณจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนว่า "กองทุนรวม" นั้น 
          1. กองทุนได้นำเงินไปลงทุนกับสิ่งใด? 
          2. กองทุนมีนโยบายการลงทุน เป้าหมาย และการจำกัดความเสี่ยงอย่างไร? 
          3. กองทุนมีแผนการจ่ายปันผลหรือไม่? 
          4. ค่าดำเนินการของกองทุนสมเหตุผลรึปล่าว? 

การแบ่งประเภทของกองทุน สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ

     1. แบ่งตามประเภทโครงการ 
     1.1 กองทุนรวมประเภทไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน (กองทุนปิด) : เป็นกองทุนรวมที่ บลจ. นำเสนอขายเพียงครั้งเดียวตอนเริ่มโครงการเท่านั้น และจะรับซื้อหน่วยลงทุนคืนตามกำหนดเวลามีได้ระบุไว้ในโครงการเท่านั้น
     1.2 กองทุนรวมประเภทรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (กองทุนเปิด) : เป็นกองทุนรวมที่ บลจ. สามารถขายหรือรับซื้อหน่วยลงทุนได้เสมอ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามโครงการ

     2. แบ่งตามนโยบายการลงทุน
     การแบ่งในรูปแบบนี้จะหลายประเภท ผมจะนำเสนอเฉพาะกองทุนรวมที่ได้รับความนิยมก่อนครับ
     2.1 กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity Fund) : คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ที่จะลงทุนหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งทุน เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม 
     2.2 กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ (Fixed Income Fund) : คือ กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตราสารแห่งหนี้ เช่น พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ เป็นต้น โดยจะไม่ลงทุนในหุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น 
     2.3 กองทุนรวมผสม (Balanced Fund) : คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ที่จะดำรงอัตราส่วนการลงทุนหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งทุนในขณะใดขณะหนึ่ง ไม่เกินร้อยละ 65 และไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ดังนั้น กองทุนรวมผสมจะลงทุนทั้งในตราสารแห่งทุนและตราสารแห่งหนี้
     2.4 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) : คือ กองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อการการเลี้ยงชีพของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถนำเงินที่จ่ายเข้ากองทุนรวมไปหักค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ตามจำนวนที่กรมสรรพากรกำหนด
     2.5 กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund หรือ LTF) : คือ กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือ กองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิหักค่าลดหย่อนทางภาษีเพื่อเป็นประโยชน์และเป็นแรงจูงใจในการลงทุน
   
     บทความนี้เราเรียนรู้เท่านี้ก่อนครับ แล้วเราจะมาทำความรู้จักกองทุนให้มากขึ้นในบทความอื่นๆต่อไป 

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Mind-set

Mind-Set

ก่อนที่ผมจะแนะนำวิธีการคัดเลือกหุ้นหรือกองทุน ผมขอนำคุณมาสร้าง Mind-set ในการลงทุนก่อน

คุณต้องสร้าง Mind-set ให้ชัดเจนก่อน จะเลือก
"เก็งกำไรส่วนต่างของราคา หรือ รับเงินปันผล"
เพราะเมื่อตลาดถึงจุดวิกฤต คุณก็จะสามารถรับมือกับมันได้อย่างถูกต้อง 

     สำหรับผม การจะเลือกแนวทางไหนนั้น ไม่มีผิดหรือถูกครับ มีเพียงแค่แนวทางนั้นถูกจริตกับความเป็นตัวเราหรือไม่เท่านั้นเอง

จากนี้ขอเรียก "การเก็งกำไรส่วนต่างของราคา" ว่า Technical หรือ Trend Follower
และ "รับเงินปันผล" ว่า Fundamental หรือ VI

สิ่งที่ผมอยากให้พิจารณาประกอบการสร้าง Mind-set ของตัวเอง คือ

     1. เวลา
  • สาย Technical หรือ Trend Follower "เวลา" เป็นทั้งมิตรและศัตรู เพราะเพียงเวลาไม่กี่นาทีก็สามารถเปลี่ยนแปลงพอร์ตของคุณได้ คุณจำเป็นต้องมีเวลาในการเฝ้าติดตามกราฟอยู่ตลอดเวลา 
  • สาย Fundamental หรือ VI สายนี้ "เวลา" เป็นการพิสูจน์ความมั่นคงในจิตใจและความเชื่อมั่นตนเอง เพราะคุณจะต้องผ่านช่วยเวลาที่พอร์ตหุ้นของคุณมีแต่สีแดง อาจจะขาดทุนถึงลบ 40%-50% เนื่องจากการลงทุนแบบ VI น้นการรับปันผล ดังนั้นเมื่อคุณถือหุ้นยิ่งนานจะยิ่งเห็นผล (เหมือนการปลูกต้นไม้ ที่จะต้องใช้เวลาในการเติบโตและเจออุปสรรคมากมาย)
     ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเลือกแนวทางไหน การใช้เวลาอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ และ การใช้เวลาบริหารจัดการพอร์ตก็เป็นเรื่องสำคัญ

     2. สภาพคล่องของเงิน

  • สาย Technical หรือ Trend Follower งินของคุณจะป็นสภาพคล้องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ได้เงินเร็ว (และก็สามารถเสียเร็วด้วยเช่นกัน) และด้วยสาเหตุนี้เอง ทำให้หลายคนชอบ Technical เพราะเงินของคุณจะงอกเงยอย่างรวดเร็ว ได้กำไรอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงตลาดขาขึ้น ซื้อแพงก็สามารถขายแพงกว่าได้ แต่หากเป็นช่วงตลาดขาลง ถ้าคุณดูกราฟเทคนิคได้เก่ง วิเคราะห์ได้ถูกต้อง คุณก็ยังคงสามารถหากำไรในช่วงเวลานี้ได้เช่นกัน 
  • สาย Fundamental หรือ VI เงินของคุณจะต้องเรียกว่าเป็น "เงินเย็น โ-ค-ต-ร" เพราะคุณไม่ได้เน้นส่วนต่างของราคาหุ้น แต่คุณต้องการรับเงินปันผล ดังนั้นกว่าเงินปันผลจะงอกเงยอย่างเกิดผล มันต้องใช้เวลา (มีคนบอกว่าต้องดู 7 ปีขึ้นไป) ดังนั้นเงินลงทุนของคุณในส่วนนี้ควรจะต้องเป็นเงินที่สามารถทิ้งลืมได้ เพราะถ้าคุณนำเงินที่ต้องใช้ในเวลาอันใกล้มาใช้ลงทุนในแบบนี้นั้น คุณจะไม่ได้รับอะไรกลับไปเลย (หนำซ้ำอาจจะขาดทุนอีกด้วย)
     และในจุดนี้หลายคนจะ
     เรียกสาย Technical ว่า "คนเล่นทุน" เพราะยังต้องทำงานเพื่อใช้ได้เงิน Active Income เพราะคุณยังต้องอาศัยเวลาในการตัดสินใจในแต่ละวัน
     ส่วนสาย Fundamental เรียกว่า "คนลงทุนในหุ้น" เป็น Passive Income เพราะใช้เงินทำเงิน โดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อของตน

     3. ความอดทน ความใจกล้า และความเชื่อมั่น 
  • สาย Technical หรือ Trend Follower คุณจะต้องอาศัยความใจกล้า ความบ้าบิ่น ในการตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสีย และสามารถยอมรับกับการขาดทุนจากการ Cut Loss ได้ และในช่วงตลาดขาขึ้นก็ยังต้องมีความอดทนอดกลั้นในการขาย (เพราะคุณอาจจะขายในราคาที่ได้กำไรเพียงนิดหน่อยเท่านั้น) อ่านกราฟให้ดี อดทน และขายในราคาที่ทำให้คุณได้กำไรสูงสุด 
  • สาย Fundamental หรือ VI ความเชื่อมั่นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะเมื่อคุณเชื่อมั่นในบริษัทที่คุณลงทุนแล้วนั้น คุณจะต้องเชื่ออย่างสุดใจว่ามันจะให้ผลกำไรตอบแทนอย่างมั่นคง บริษัทจะไม่เจ๊ง แม้จะต้องเจอวิกฤตการณ์ต่างๆ คุณต้องอดทนรอให้ต้นกล้าของคุณในวันนี้ เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ในวันหน้า และที่สำคัญจะต้องอดทนจาก สีแดง ในพอร์ตให้ได้ด้วย
     มาถึงตอนนี้ก่อนที่คุณจะเข้าไปลงทุนในหุ้น คุณจะต้องกำหนด Mind-set ของคุณให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะในการลงทุนไม่มี "สายผสม"  เวลาหุ้นขึ้นอยากซื้อขายเร็วก็บอกตัวเองว่าเป็น Technical ส่วนเวลาติดดอยก็ปลอบใจตัวเองว่าเป็น VI รอรับเงินปันผล
     แต่หากคุณต้องการลงทุนแบบผสมผสานจริง ผมแนะนำในเล่นเป็น 2 พอร์ตครับ โดยเลือกใช้คนละโบกเกอร์ยิ่งดีครับ และกำหนด Mind-set ให้ชัดเจนเลยว่า พอร์ตไหนจะเลือกลงทุนในแนวไหน

   (ผมแบ่งเป็น  VI 80% Technical 20% ของเงินลงทุนที่มีครับ)

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เมื่อเงินฝากเหลือ 0%

เมื่อเงินฝากเหลือ 0%

     ผมไม่ใช้คนแรกที่เขียนบนความเกี่ยวกับเงินฝาก เพราะตั้งแต่วันศุกร์ช่วงบ่ายที่มีข่าวออกมาว่า TMB จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ 0% (ตอนนี้ปรับกลับมาที่ 0.125% ---> แทบจะไม่มีความต่างกัน) ก็ได้มีนักลงทุนหลายท่านก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับภาวะที่ประเทศไทยจะต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ย 0% และเสนอแนวทางการเตรียมตัวรับมือไว้พอสมควร
   
     ส่วนผมจะขอเขียนบทความเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย 0% ในมุมมองของพนักงานธรรมดาคนหนึ่ง

     ผมเขียนบทความนี้ในวันที่ 06 มิถุนายน 2016 ในวันที่ตลาดหุ้นปิดที่ 1443.42

     ที่ผมต้องเน้นเรื่องตลาดหุ้นก็เพราะ ตลาดหุ้นจะเป็นตลาดที่มีความผันผวนได้เสมอ
     (เพราะการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศยังไม่นิ่ง) แต่ถึงอย่างนั้นการลงทุนในตลาดหุ้น ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารอย่างยิ่ง
     เพราะหากคุณเลือกหุ้น (หรือกองทุนหุ้น) ที่มีการจ่ายปันผลที่ดี เงินของคุณก็จะงอกเงยมากกว่าในธนาคารอย่างแน่นอน

     จากประสบการณ์ของผม ผมเข้าซื้อกองทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ที่ 1400 จุด (ช่วงเดือน 9 ปี 2013) ผมเลือกลงทุนในกองทุนโดยใช้วิธี DCA (Dollar Cost Average) หรือ การซื้อแบบเฉลี่ย โดยผมจะซื้อกองทุนเท่าๆกันในทุกๆเดือน ไม่ว่าช่วงนั้นตลาดจะขึ้นสุงถึง 1600 จุด หรือ ลงไป 1200 จุด (ช่วงตลาดหุ้นตกก็จะเข้าซื้อมากกว่าปกติ) ทำให้ค่าเฉลี่ย NAV กองทุนของผมจะไม่สุงมากนัก แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้สนใจการเปลี่ยนแปลงของค่า NAV สักเท่าไหร่ เพราะผมไม่ได้ต้องการค่าส่วนต่างจาก NAV แต่ผมเน้นไปที่ การจ่ายปันผล ที่ได้รับในแต่ละรอบมากกว่า

     และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผมค้นพบความจริงที่ว่า "การลงทุนในกองทุน นั้นมีการจ่ายปันผลที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารอย่างมาก" (เฉลี่ยได้ปี 4.9%)    

  • แม้การซื้อกองทุนจะต้องเสียค่าดำเนินการ ค่าจัดการดูแลให้กับผู้บริหารกองทุน แต่เมื่อหักลบกันก็ยังดีกว่าดอกเบี้ยของการฝากประจำหรือออมทรัพย์เป็นไหนๆ  

     บทความนี้ไม่ได้สอนหรือแนะนำการเลือกหุ้น กองทุน แต่เป็นการเตือนสติให้คุณ ต้องเรียนรู้ที่จะฝากเงินของคุณในที่ที่ควรจะอยู่ เพื่อให้เงินเหล่านั้นสามารถอยู่ได้โดยเอาชนะภาวะเงินเฟ้อได้ 


     บทความต่อไปจะแนะนำการเลือกหุ้นและกองทุน